ไม่มีหมวด

4 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเป็นคนคิดบวก

4 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเป็นคนคิดบวก

การเป็นคนคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีนั้น สามารถให้ประโยชน์กับคุณได้หลากหลายด้าน แม้ว่าในยุคนี้ผู้คนจะทำงานกันอย่างหนัก เวลาว่างมีน้อยและยังมีเรื่องดราม่าอีกมากมายหลายเรื่องรอบตัว ที่จะทำให้เกิดความเครียดง่าย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่คิดบวกอยู่เสมอและฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีน้ำใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ย่อมสร้างประโยชน์ให้กับคุณได้มากเลยทีเดียว ดังนั้นเรามาดู 4 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเป็นคนคิดบวก คือ

1.มีความคิดที่ดีเสมอ
เมื่อคุณเป็นคนคิดบวก ย่อมกลายเป็นคนที่มีความคิดที่ดีเสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือปัญหาใด ๆ ก็ไม่รู้สึกย่อท้อและจะกลายเป็นพลังด้านดีที่ช่วยให้กำลังใจ พร้อมผลักดันให้ผู้อื่นต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ รอบตัวได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าความคิดดีนี้ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เพียงตัวคุณ แต่จะส่งผลเผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้างอีกด้วย

2.ได้การยอมรับจากคนรอบข้าง
เมื่อคุณเป็นคนคิดดีที่ทำให้ผู้อื่นประจักษ์เห็นความดีของตัวคุณจนชัดเจน และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนรอบตัว ก็ย่อมได้การยอมรับจากคนรู้จักและคนที่เคยใกล้ชิดกับคุณ ทั้งยังเป็นความน่าเชื่อถือที่จะทำให้ตัวคุณได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญอีกด้วย

3.ได้รับความช่วยเหลือและการร่วมมือที่ดี
เมื่อได้การยอมรับแล้ว ย่อมเป็นที่รักของผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณและคนใกล้ชิด ซึ่งจะกลายเป็นเกราะป้องกันที่ดี เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุใดก็ตาม ถ้าเป็นไปในด้านที่โดนใส่ร้ายหรือปัญหาที่คุณไม่ได้ทำ คนทั่วไปที่รู้จักคุณดีย่อมไม่เชื่อและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแน่นอน จึงทำให้คุณหลุดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

4.ใช้ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
การเป็นคน คิดบวก ย่อมทำให้รู้สึกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะต่อให้คุณเจออุปสรรคหนักแค่ไหน ก็มีหลักคิดอยู่เสมอว่านี่คือประสบการณ์ที่จะทำให้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีกว่าเดิม ทำให้ไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่เผชิญอยู่ คนรอบข้างที่ยอมรับในตัวคุณและรักคุณก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ชีวิตของคุณดีขึ้น ดังนั้น การเป็นคนคิดบวก จะช่วยทำให้ชีวิตของคุณเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน

เมื่อใดที่คุณเป็นคนคิดบวก เมื่อนั้นคุณจะใช้ชีวิตในทุก ๆ ด้านอย่างมีความสุข ทั้งยังเป็นการใช้ชีวิตที่มีแสงสว่างแห่งความหวังติดตัวอยู่เสมอ จึงทำให้คุณพร้อมที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ นอกจากนี้ การเป็นคนคิดบวก ยังสามารถช่วยผู้อื่นที่กำลังทุกข์ใจได้ ด้วยการให้คำแนะนำแก่เขาเพื่อให้มองเห็นวิธีแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ไม่มีหมวด

มาทำความรู้จักสารสกัดในกระชายขาวที่ออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19

มาทำความรู้จักสารสกัดในกระชายขาวที่ออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19

ไวรัสโควิด-19 ส่งผลสะเทือนสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ต่อเนื่องมาถึง 2564 ก็เข้าสู่ปีที่สองแล้วแต่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าดีขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างหนักที่ประชากรทั่วโลกยังคงต้องเผชิญกับความหวาดหวั่นจากภัยร้ายของไวรัสชนิดนี้ ที่มียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 10 ล้านคน และมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงในบางประเทศ สำหรับในประเทศไทยทุกภาคส่วนได้ผนึกกำลังกันค้นคว้าสมุนไพรและวิธีการระงับยับยั้งเจ้าไวรัสร้าย ไม่ให้แพร่ออกฤทธิ์ทำลายระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีรายงานข่าวที่น่ายินดีจาก​ “คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” เกี่ยวกับงานวิจัยสมุนไพรกระชายขาว เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการทดลอง ดังนั้น​ เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เราไปรู้จักกระชายขาวและสารสกัดที่ว่านี้ให้มากขึ้นพร้อม ๆ กัน

ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากกระชายในวิถีการดำรงชีวิตมาช้านาน ทั้งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร และใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ท้องอืด จุกเสียด แก้บิดและริดสีดวงทวารหนัก ช่วยบำรุงหัวใจ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ และช่วยลดอาการนอนไม่ค่อยหลับได้เป็นอย่างดี 

ภายหลังที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แถลงถึงประสิทธิภาพการใช้สรรพคุณของกระชายขาว ต้านโควิด-19 เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2563 ที่ผ่านมาว่า พบสารสกัด 6 ชนิดมีฤทธิ์ยับยั้ง SARS-CoV-2 ได้ 100% และยังไม่เป็นพิษต่อเซลล์ด้วย และในจำนวน 6 ชนิดนั้นมีสารสกัด 2 ตัวที่ทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสตัวต้นเหตุของโควิด-19 ได้ ในการลดจำนวนเซลล์ที่ติดเชื้อร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ได้เป็น 0% และยังยับยั้งเซลล์ในการผลิตไวรัส​ ได้แก่​ สารแพนดูราทินเอ (Panduratin A) และพิโนสโตรบิน (Pinostrobin) ซึ่งส่งผลให้กระชายเป็นที่นิยมในท้องตลาดมากขึ้น พอ ๆ กับราคาที่ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม​ ด้วยเหตุผลที่ว่าการพัฒนายารักษานั้นมีกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างจากการผลิตวัคซีน และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมียาต้านไวรัสตระกูลโคโรนาไวรัส หรือโควิด-19 มาก่อน ท่ามกลางความหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ วัคซีนจึงเป็นที่ต้องการมากกว่า การผลิตยารักษาจากกระชายขาวนั้นถึงแม้ว่าจะมีความจำเป็น​ แต่ก็ถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ 

เพราะฉะนั้นกระชายขาวซึ่งเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนโบราณ ประยุกต์ผ่านวัฒนธรรมการกินอาหารแบบวิถีไทยอันน่ายกย่อง เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ให้กับร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว คงจะน่าเสียดายหากเราไม่ได้ทำความรู้จักกับกระชายขาวที่มีสารสกัดสำคัญในการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสโควิด-19​ ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้

ไม่มีหมวด

สิ่งที่ต้องรู้ถ้าจะทำคลิป YouTube ให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่ต้องรู้ถ้าจะทำคลิป YouTube ให้ประสบความสำเร็จ

การมีรายได้จาก YouTube เดือนละหลายพันถึงหลายแสนบาทต่อเดือนเป็นเป้าหมายของหลายคน เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทำได้จริง ๆ จากช่องยูทูปที่มีผู้ติดตามชมคลิปเป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสนวิว

คุณเองก็สามารถเป็นหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จเช่นนั้นได้ ถ้าอ่านบทความนี้จนจบ เพื่อให้รู้ว่าถ้าจะทำคลิป YouTube ให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้สิ่งต่อไปนี้

1.รู้จักตัวเองเสียก่อน
การรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่โดดเด่นในด้านใด เช่น มีความสามารถในการร้องเพลง ทำคลิปแอนิเมชัน หรือมีความสามารถทางวิชาการ ที่พร้อมจะถ่ายทอดให้แก่ผู้ชมคลิป YouTube ในแง่มุมใด ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะนำไปสู่ช่องยูทูปที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นการดึงดูดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย ที่จะเกิดการบอกต่อกันอย่างรวดเร็ว

2.เรียนรู้เทคนิคในการทำคลิปขั้นเทพ
คุณสามารถใช้โทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ถ่ายคลิป ขอเพียงถ่ายภาพได้คมชัด มีความละเอียดภาพสูง และมีไมโครโฟนที่สามารถควบคุมเสียงรบกวนจากรอบด้านได้ เพื่อให้คลิปของคุณนั้นเสียงดังฟังชัดมากที่สุด ที่สำคัญ คือ คุณต้องศึกษาเทคนิคต่าง ๆ ในการทำคลิปให้โดดเด่น เช่น การวางมุมกล้อง การปรับแสง การใส่ภาพแอนิเมชัน

3.ความสม่ำเสมอในการทำคลิป
หากจะให้ช่องยูทูปโด่งดังประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและรายได้ ในแต่ละวันคุณต้องนำเสนอคลิปใหม่ให้ตรงเวลา เพื่อให้ผู้คนจดจำช่องคุณได้ และทำให้มีปริมาณเนื้อหาในช่องของคุณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจะสามารถแข่งขันกับยูทูปเบอร์รายอื่นที่มีเนื้อหาในหมวดเดียวกันได้

4.เสนอมุมมองแปลกใหม่
คุณต้องนำเสนอเรื่องในมุมมองแปลกใหม่บ้าง ถ้าคุณทำคลิปในหมวดแนะนำร้านอาหาร ก็อย่าลืมว่าคนอื่นก็ทำในหมวดนี้เช่นเดียวกัน คุณจึงต้องเสาะแสวงหาร้านใหม่ ๆ ที่มีเมนูเด็ด ๆ หรือพลิกแพลงเทคนิคนำเสนอ ฯลฯ จะสร้างความจดจำและจะทำให้คนอยากคลิกเข้ามาดูเรื่อย ๆ

5.ศึกษาด้านลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ของภาพ เนื้อหา และเพลงที่ใช้ประกอบในคลิป เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องใส่ใจตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ อันจะทำให้ช่องคุณถูกแบนจากระบบของ YouTube ได้ ตัวอย่างเช่น การร้องเพลงของค่ายเพลงต่าง ๆ ก็มีข้อกำหนดที่คุณต้องรู้หลายประการ การใช้ภาพจากแหล่งภาพหรือการใช้เพลงในคลิป ก็ต้องหาแหล่งที่ผ่านการอนุญาตจาก YouTube ด้วยเช่นกัน

การทำช่อง YouTube ให้มีคุณภาพนั้น คุณต้องใส่ใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือ มองหาเอกลักษณ์ของตัวเอง เนื้อหาสาระที่จะเสนอก็ต้องให้ประโยชน์แก่ผู้ชม หมั่นพัฒนาเทคนิคในการถ่ายทำและตัดต่อคลิปให้น่าสนใจ ควบคู่กับศึกษาด้านลิขสิทธิ์หรือข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ไม่มีหมวด

แนะนำ 4 ประเทศ ไม่ต้องใช้วีซ่าที่คนไทยควรวางแผนไปเที่ยวหลังโควิด

แนะนำ 4 ประเทศ ไม่ต้องใช้วีซ่าที่คนไทยควรวางแผนไปเที่ยวหลังโควิด

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 นอกจากจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนเปลี่ยนไปหลายเรื่องแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หลายคนจำต้องงดไปโดยปริยายนั้นก็คงหนีไม่พ้นการไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยไม่น้อยจะรู้สึกโหยหาและตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องไปเที่ยวต่างประเทศทันทีที่สถานการณ์โควิดทั่วโลกคลี่คลาย แต่จะมีประเทศไหนน่าสนใจและคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าบ้างนั้น ติดตามอ่านรีวิวกันได้เลย

ญี่ปุ่น – 15 วัน
หลังจากไม่มีการระบาดของ COVID-19 แล้ว เชื่อว่าประเทศแรกที่คนไทยอยากไปเที่ยวมากที่สุดคือ ‘ญี่ปุ่น’ ประเทศที่คนไทยนิยมไปเยือนมากที่สุดอันดับหนึ่ง ซึ่งเหตุผลที่ทำให้คนไทยนิยมไปนั้นก็เป็นเพราะที่ญี่ปุ่นมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ วัด ศาลเจ้า แหล่งช้อปปิ้ง แหล่งรวมอาหารรสเลิศ และที่สำคัญขึ้นชื่อเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทางและความปลอดภัย ท่องเที่ยวคนเดียวได้อย่างสบายใจ

ไต้หวัน -14 วัน
ต้องยอมรับว่า ‘ไต้หวัน’ เป็นอีกหนึ่งประเทศไทยที่คนไทยไปท่องเที่ยว เพราะสามารถตอบโจท์ย์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งสายกินที่มักจะไปเช็คอินกันที่ตลาดปลาไทเป สายช้อปก็มีย่านซีเหมินติงให้จับจ่ายใช้สอย แต่ถ้าใครเป็นสายมูหรือชอบธรรมชาติบอกเลยว่าห้ามพลาดวัดหลงซานหรือวัดซื่อหนานอย่างเด็ดขาด ส่วนถ้าใครชอบความเป็นธรรมชาติหรือประวัติศาสตร์ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน ทะเลสาบสุริยันจันทราหมู่บ้านโบราณจิ่วเฟิ่น อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค ให้เลือกไปเก็บความประทับใจได้อย่างจุใจ

เวียดนาม – 30 วัน
สำหรับคนไม่อยากเดินทางไกล มีเวลาพักผ่อนสั้น งบประมาณน้อย หรือเป็นมือใหม่หัดเที่ยว ก็แนะนำว่าให้พิจารณาประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘เวียดนาม’ เพราะนอกจากจะใกล้กับประเทศไทยและใช้เวลาในการเดินทางไม่นานแล้ว ในส่วนของวัตนธรรม อาหารการกิน อากาศ และชีวิตความเป็นอยู่ยังใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงช่วยลดเวลาการเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางได้มาก

เกาหลีใต้ – 90 วัน
ปิดท้ายกันด้วย ‘เกาหลีใต้’ ประเทศยอดฮิตที่ครองใจคนไทยมานาน โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เป็นคอซีรีส์และสาวก K-POP แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับละครและวงการเพลงแล้ว เกาหลีใต้ยังโดดเด่นในเรื่องของอาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ แหล่งช้อปปิ้งของแฟชั่น ของฝาก เครื่องสำอาง นอกจากนั้นยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและทุกฤดูกาลอีกด้วย

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 4 ประเทศ ไม่ต้องใช้วีซ่าที่คนไทยควรวางแผนไปเที่ยวหลังโควิดที่เราเลือกมาฝากในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เช่นเดียวกับไทย แต่รับรองเลยว่าเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว ก็ยังมีความน่าเที่ยวเหมือนเดิมแน่นอน

ความสำเร็จ

5 พฤติกรรมที่คนสำเร็จมักทำเป็นประจำ

5 พฤติกรรมที่คนสำเร็จมักทำเป็นประจำ

เราเคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนที่เขาสำเร็จเป็นเศรษฐี เป็นคนดัง หรือเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เขาถึงได้สำเร็จได้อย่างสูงสุดขนาดนั้น เมื่อมองกลับมาที่ตัวเรา เราต่างกับคนที่มีชื่อเสียงและคนสำเร็จเหล่านั้นตรงไหน เพราะหน้าตาเราไม่ดีหรือเพราะเราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย หรือเพราะเราไม่มีโอกาสกันแน่ ไม่ว่าสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่นั้นจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก เพราะทุกคนล้วนมีเหตุของตัวเอง รวมทั้งคนที่ประสบความสำเร็จด้วย เขาก็มีเหตุที่เขาต้องสำเร็จในแบบของเขาเช่นกัน มาดูกันว่านอกจากวิธีการคิด หรือเหตุผลที่เขาต้องสำเร็จแล้ว เขายังมีพฤติกรรมอะไรที่ช่วยให้เขากลายเป็นคนที่สำเร็จ จนโด่งดัง และมีทรัพย์สินเงินทองมากมายได้

1.คนสำเร็จตื่นนอนแต่เช้าทุกวัน
มีคนสำเร็จมากกว่าครึ่งที่เขาให้ความสำคัญกับการตื่นนอนแต่เช้าทุกวัน เพื่อให้สามารถควบคุมทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ในชีวิตแต่ละวันของเขาให้ประสบความสำเร็จได้ เช่น ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง Virgin Group เจ้าของบริษัทมากกว่า 400 บริษัทใน 30 กว่าประเทศทั่วโลก เขาเป็นคนชอบตื่นเช้าทุกวัน เพราะการตื่นเช้าทำให้เขามีเวลาทำสิ่งที่เขามีความสุขมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวก่อนออกไปทำงาน

2.อ่านหนังสือหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา
วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของโลก เขาใช้เวลาในการอ่านหนังสือมากกว่า 80% ของวันไปกับการอ่านหนังสือทุกวัน วันละ 500 หน้า และยังมีคนดังหลายคนที่ใช้เวลาแต่ละวันกับการอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่อ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืน เพราะพวกเขารู้ดีว่าการอ่านหนังสือทำให้พวกเขามีความรู้และมีมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เขาเคยรู้

3.วางแผนการทำงานล่วงหน้า
คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้า อาจจะเป็นช่วงเวลาก่อนเลิกงานสัก 10-15 นาทีก่อนเลิกงาน หรือยอมเสียเวลาก่อนนอนเพื่อจดรายการสิ่งที่ต้องทำ (To do List) วางแผนการทำงานที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้เวลาทุกนาทีในแต่ละวันของพวกเขาเกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหากกลับไปศึกษาประวัติของคนดังหลาย ๆ คนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลามาก พวกเขาจึงต้องวางแผนการทำงานเพื่อใช้เวลาทุกวันอย่างคุ้มค่านั่นเอง

4.โฟกัสที่เป้าหมาย
คนสำเร็จทุกคนเขาจะเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ และจะโฟกัสกับเป้าหมายของเขาอย่างแน่วแน่ สิ่งไหนที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมายเขา หรือไม่ได้มีผลให้เป้าหมายของเขาสำเร็จ เขาจะไม่ยอมเสียเวลาทำสิ่งนั้นเลย นั่นจึงทำให้คนสำเร็จทุกคนรู้จักการปฏิเสธ สิ่งไหนที่ไม่อยู่ในเป้าหมายที่วางไว้ เขาจะรู้จักปฏิเสธ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่จะมาขัดขวางเขาในการเดินไปยังเป้าหมายที่เขาตั้งไว้

5.สร้างโอกาสด้วยตัวเอง ไม่นั่งรอโชคชะตา
คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ไม่มัวมานั่งรอโอกาสจากคนอื่นให้เสียเวลา ในหัวเขาจะคิดหาทางสร้างโอกาสให้กับตัวเองตลอดเวลา เขาจะไม่ยอมเสียเวลาให้กับปัญหาระหว่างทาง เพราะเขามองว่าปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นได้ ก็จะหาทางแก้ไขได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นคนที่นิ่ง สุขุม เพราะในสมองเขาคิดแต่เรื่องงานและเรื่องวิธีการที่จะสร้างโอกาสให้กับตัวเองตลอดเวลานั่นเอง

นี่เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนหนึ่งที่คนสำเร็จส่วนใหญ่ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเขา ยังมีอีกหลายสิ่งที่คนสำเร็จเขามักทำกัน หากคุณมีคนสำเร็จที่คุณชื่นชอบอยู่ ลองศึกษาประวัติของพวกเขาเหล่านั้นดู แล้วจะเห็นว่าความสำเร็จที่เขาเป็นอยู่นั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเลย ทุกความสำเร็จเขาได้มาจากการลงมือสร้างมันด้วยตัวเอง บวกกับพฤติกรรมที่เขาทำเป็นประจำจนติดเป็นนิสัยที่ส่งเสริมให้เขาประสบความสำเร็จ ดังนั้นแล้ว ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ ก็เพียงปรับเปลี่ยนให้มีพฤติกรรมเหมือนพวกเขา ก็จะมีโอกาสทำได้เหมือนเขาเช่นกัน

เทคนิคการบริหารเวลาที่ทุกคนทำได้จริง
บริหารเวลา

เทคนิคการบริหารเวลาที่ทุกคนทำได้จริง

การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณมีเวลาเหลือเฟือมากยิ่งขึ้นในการทำสิ่งที่ต้องการเพราะทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ผู้บริหารเวลาได้อย่างดีเท่านั้น จึงจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในด้านการงาน การเงิน ครอบครัว และมีอิสระในการใช้เวลามากกว่าคนอื่น เรามาดูกันว่าจะมีเทคนิคอะไรบ้างที่ทุกคนทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

1.ใช้ชีวิตเรียบง่าย
หากคุณสังเกตว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการมีธุรกิจของตัวเองจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เพื่อประหยัดเวลาในการคิดตัดสินใจเรื่องไม่จำเป็น ไปให้ความสำคัญกับเรื่องงานมากกว่า เช่น เลือกแต่งกายแบบเรียบง่าย ในสไตล์เดิม ๆ ใช้สีเรียบง่าย เนื้อผ้าคล้ายกัน เพื่อไม่ต้องเสียเวลากับการเลือกรูปแบบเสื้อผ้าที่ต้องสวมใส่ในแต่ละวัน ดังที่เราเห็น Steve Jobs มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่เป็นมหาเศรษฐีของโลกจากการทำงานด้านไอที ก็เลือกใส่เสื้อผ้าสีพื้นและกางเกงยีนส์ ตลอดทั้งปี

2.ใช้เวลาตอนเช้าอย่างเต็มที่
การมีวินัยเริ่มได้ตั้งแต่ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นนอน โดยควรตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้มีเวลาเหลือเฟือกับการออกกำลังกายวันละสามสิบนาที อันทำให้ร่างกายมีการตื่นตัวสูง ได้รับออกซิเจนจากอากาศบริสุทธิ์ และยังมีเวลามากพอในการรับประทานอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อแรกหลังจากการอดอาหารในช่วงเวลานอนหลับมานับ 10 ชั่วโมงได้ ซึ่งจะกระตุ้นระบบการขับถ่ายที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ การทำสมาธิก่อนทำงานวันละ 5-10 นาที จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

3.ลำดับความสำคัญของงานอย่างเหมาะสม
ควรกำหนดเวลาทำงานไม่เกินวันละ 8 ถึง 10 ชั่วโมง และวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้พลาดสิ่งที่จำเป็นต้องทำและมีเวลาเหลือทำสิ่งอื่น ๆ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกับสัตว์เลี้ยง พบปะเพื่อนฝูง ฯลฯ ทั้งนี้ ควรเลือกทำงานที่ต้องใช้พลังสมองสูงและเป็นงานชิ้นยากที่สุดในตอนเช้า เพราะร่างกายเรายังมีพลังเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนงานที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญสามารถนำไปไว้ลำดับท้ายสุดหรือมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้

4.เตรียมสิ่งของล่วงหน้าตั้งแต่ตอนก่อนนอน
สิ่งที่ควรเตรียมล่วงหน้า เช่น เครื่องแต่งกาย เอกสารการประชุม ตารางนัดหมายงานลูกค้า ฯลฯ ไม่ควรเตรียมตอนเช้า เพราะจะเสี่ยงต่อการไปทำงานสายและยังมีความวิตกกังวลตามมาด้วย เพียงสละเวลา 15-20 นาทีก่อนนอน ก็จะทำให้การทำงานในวันต่อไปมีความราบรื่นขึ้นอย่างมาก

จะเห็นได้ว่า การบริหารเวลาด้วยเทคนิคที่กล่าวมาเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลทุกสาขาอาชีพ ซึ่งสามารถใช้แล้วเห็นผลได้จริง เรามั่นใจว่าหากคุณนำไปปรับใช้จะเพิ่มความมีระเบียบวินัยในการใช้เวลามากขึ้น ทำให้คุณเหลือเวลาและทำสิ่งที่ต้องการได้มากยิ่งขึ้นแน่นอน

HIFU วิธีดูแลผิวที่ได้รับความนิยม
ความงาม

“HIFU” วิธีดูแลผิวที่ได้รับความนิยม

ดูแลผิวให้กระชับด้วย HIFU วิธีหนึ่งที่คนนิยมแม้กระทั่งวงการดาราจึงทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมใคร ๆ ถึงนิยมวิธีนี้กัน เราจึงมีคำตอบให้คลายสงสัย ไม่ว่าจะเป็น คนที่ไม่เคยรู้จัก HIFU มาก่อนและคนที่อยากเข้ารับการดูแลผิวแต่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อจะได้มั่นใจที่จะดูแลผิวตัวเอง การที่ผิวไม่กระชับนั้น มักเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น กรรมพันธุ์หรือไม่ค่อยใส่ใจผิวตัวเอง สิ่งเหล่านี้กระทบต่อกระบวนการทำงานใต้ผิวที่ผิดไปจากเดิมทำให้หลายคนเราสรรหาวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ผิวมีความกระชับขึ้น ด้วยเหตุนี้ HIFU จึงเป็นวิธีหนึ่งที่นิยมเนื่องจากมีขั้นตอนในการทำไม่ซับซ้อนมากนัก รวมทั้งผลข้างเคียงต่อผิว เช่น เจ็บช้ำ บวมหรือมีผื่นแดงในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการทำหน้าด้วยวิธีร้อยไหม ฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์

ช่วงก่อนทำ HIFU ให้สอบถามพร้อมรับคำแนะนำที่ดีจากแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับการทำ HIFU เช่น งดทาเครื่องสำอางบนใบหน้า ถอดเครื่องประดับบนใบหน้าพวกการเจาะจมูก การรับประทานยาป้องกันไวรัสในกรณีเป็นโรคเกี่ยวกับไวรัสและปรึกษาสภาพผิวหลังจากการทำไปแล้ว ซึ่งปกติจะอยู่ได้นานถึงครึ่งปี แต่ผิวบางคนกระชับเป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่ลักษณะผิวของแต่ละบุคคลรวมถึงปรึกษาวิธีการดูแลตัวเองเมื่อทำเสร็จแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ต้องดูแลตัวเองอะไรมาก สามารถใช้ชีวิตในทุกวันได้ตามปกติ

การกระชับผิวหน้าวิธี HIFU สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงเพราะกระบวนการทำงานเป็นคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ ซึ่งแต่เดิมวิธีนี้เป็นกระบวนการกำจัดเนื้องอกที่ทางการแพทย์นำมาใช้โดยวิธีนี้ไม่ต้องใช้เข็มหรือผ่าตัดแต่อย่างใด แต่จะเป็นวิธีการใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์เข้าไปยังผิวในแต่ละชั้น ทำให้เป็นข้อดีสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการใช้เข็ม และยังสามารถสร้างผิวหน้าที่กระชับ เพิ่มความสวยหรือหล่อขึ้นได้

HIFU สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ขึ้นไปเพราะเป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่การมีร่องในส่วนต่าง ๆ ของผิวหน้า วิธีนี้ช่วยให้หน้ามีความเรียว กระชับ ลดริ้วรอยทั่วใบหน้าด้วยการไปทำลายสารคอลลาเจนเก่าแล้วไปผลิตคอลลาเจนมาใหม่แบบที่มีลักษณะที่ยืดหยุ่นและเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม หมดปัญหาการดูแก่ไปเลย ใบหน้าเป็นจุดสังเกตให้กับผู้ที่พบเห็น ยิ่งสมัยปัจจุบันให้ความสำคัญกับใบหน้าเป็นหลัก ทำให้มีการเปิดคลินิกหรือสถาบันความงามหลายแห่ง จนเลือกไม่ถูกว่าจะเข้ารับการทำหน้าสถานที่ไหนดี แต่อย่างไรก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงสถาบันการดูแลผิวหน้าที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผิวหน้าของคุณได้

Nomophobia
Blogging

ติดมือถือ หรือ “Nomophobia” อาการที่น่าห่วงของคนสมัยนี้

การติดมือถือ คือ โรคหนึ่งที่ถูกบัญญัติอยู่ในโรคจิตเวชหนึ่ง ประเภทวิตกกังวล ซึ่งเป็นโรคสังคมเทคโนโลยียุคใหม่มักจะเป็นกัน หากเปรียบเทียบคล้ายกับโรคที่มีความกลัว เช่น กลัวความสูง กลัวที่แคบ เป็นต้น โดยในปี 2010 องค์การวิจัยแห่งราชอาณาจักรหรือแพทย์จากประเทศอังกฤษได้มีการวินิจฉัยและบัญญัติศัพท์มาใหม่ เรียกว่า โรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) มาจากคำว่า No mobile phone phobia ถ้าแปลความหมายเป็นไทย No mobile phone คือ ไม่มีโทรศัพท์ ส่วน Phobia คือ ความกลัว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีสังเกตอาการคนติดมือถือพร้อมวิธีการเล่นมือถืออย่างถูกต้อง ดังต่อไปนี้

อาการติดมือถือหรือ Nomophobia

เมื่อมีอาการติดมือถือ จะมีความกังวลมาก ไม่ว่าจะเป็น กลัวมือถือหาย วิตกกังวลขณะไม่มีสัญญาณหรือ Wi-Fi นอกจากนี้เกิดความเครียดเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด จนต้องหาที่ชาร์จอย่างด่วน ถ้ามีข้อความมาจะดูและอ่านทันทีเพื่อตอบทำให้หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ หรือแม้แต่ขณะเดินก็จะหยุดข้างทาง หากเป็นต่างประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป กลุ่มที่อ่านข้อความตามทางเดินจะทำให้ผู้คนรำคาญเนื่องจากจะเดิน ๆ หยุด ๆ และยิ่งไปกว่านั้นคนที่เป็นโรคนี้จะอ่านทั้ง ๆ ขับรถอยู่ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้

หากมีอาการหนักในระดับที่ตื่นขึ้นมาลุกหยิบโทรศัพท์มาดูในช่วงสะลึมสะลือ หรือเรียกอาการแบบนี้ว่า Severe Nomophobia เพื่อสำรวจเฟซบุ๊กว่ามีคนกดไลก์ให้กับตัวเองหรือไม่ นอกจากนี้การวิจัยของแพทย์ได้พบอีกว่า คนที่เป็นโรคนี้ได้ส่งข้อความถึงใครแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับก็จะทำให้โกรธ หงุดหงิด เริ่มบ่นและด่า ไม่แปลกใจเลยว่าคนในยุคนี้โดยส่วนใหญ่แล้ว จึงรอไม่เป็น เมื่อเปรียบเทียบกับคนในยุคก่อนหน้านี้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนใช้

วิธีการเล่นมือถืออย่างถูกต้อง

โทรศัพท์มือถือใช้ช่วงตอนกลางวัน ไม่ว่าจะสั่งงาน โพสต์อย่างสนุกสนาน การคุยกัน แต่หากช่วงเวลาเย็นควรเป็นเวลาสงบที่สุด หมายความว่า ให้ใช้ร่างกายมากกว่าการใช้สมองเล่นโทรศัพท์ เช่น การถักไหมพรม การแกะสลัก เล่นดนตรี หาหนังสือประวัตินักเตะที่ชอบ จากสโมสรชั้นนำ ยูเวนตุส โบโลญญ่า เอซีมิลา มาลองนั่งอ่าน การต่อจิ๊กซอว์ การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ เล่นกีฬา ดูแลคนรอบข้างมากขึ้นด้วยการใช้ชีวิตกับคนรอบตัวที่เป็นมนุษย์จริง ๆ ที่ไม่ใช่มือถือ อาจจะสร้างกิจกรรมและพูดคุยภายในครอบครัวมากขึ้น เพราะถ้ามีการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมือถืออย่างไม่ระวัง นอกจากจะไม่มีเวลาดูแลคนรอบข้างแล้ว ยังจะไม่มีเวลาดูแลตัวเอง สำหรับกรณีที่เพิ่งเริ่มเลิกฝึกเล่นมือถือตอนเย็น แนะนำไม่ควรจับมือถือเกินกว่า 30 นาที แล้วค่อยมาเช็คในวันรุ่งขึ้น

การเล่นมือถืออย่างถูกต้องช่วยลดอาการติดมือถือหรือ Nomophobia แล้วยังช่วยลดอาการนิ้วล็อก คอ บ่าและไหล่ตึง ป้องกันการถูกผ่าตัดกระดูกต้นคอ ลดอาการชาปลายนิ้ว ลดการปวดหัวไมเกรน ป้องกันสายตาบอดก่อนวัยอันควรที่เกิดจากแสง blue light ที่ออกจากมือถือ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เล่นทั้งวัน คนที่เล่นในความมืดหรือปิดไฟ ซึ่งเรียกว่า Age Macular Degeneration โดยเฉพาะเด็กต่างประเทศ มีเปอร์เซ็นต์การสวมแว่นสูงกว่าเด็กไทย

มีการเปรียบเปรยว่ามือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย เนื่องจากมีแต่คนก้มหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตื่นนอน แล้วสิ่งแรกที่ทำคือการเล่นมือถือ และก่อนนอน สิ่งสุดท้ายที่ทำคือการเล่นมือถือเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะดีไม่น้อยเลยหากมีวิธีการเล่นมือถืออย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันการติดมือถือ (Nomophobia) จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ SLOWLIFE หรือมีความสุขกับการใช้ชีวิตนั่นเอง

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้แข็งแรงช่วงโควิดระบาด
สุขภาพ

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้แข็งแรงช่วงโควิดระบาด

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจ ทั้งสำหรับตัวเองและสมาชิกในครอบครัว และในช่วงที่เชื้อโรคไวรัสโควิด-19ระบาด ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องดูแลสุขภาพให้มากขึ้นอย่างเคร่งครัดให้แข็งแรง

เรามาดูกันว่าจะดูแลสุขภาพในช่วงเวลานี้ ด้วยเทคนิคอย่างไรจึงจะเหมาะสม

1. ออกกำลังกายภายในบ้านเป็นประจำ
การออกกำลังกาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกวัย ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานร่างกาย ให้เม็ดเลือดขาวสามารถจัดการกับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่การออกกำลังกายในฟิตเนสช่วงเวลานี้ ก็เท่ากับเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้ได้รับเชื้อโรคได้ จึงขอแนะนำให้ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายไว้ใช้ภายในอาคาร หรือใช้วิธีการเดินวิ่งรอบบริเวณบ้าน เพื่อให้ระบบภูมิต้านทางร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความกระฉับกระเฉงและยังเป็นการกระตุ้นการเผาผลาญอีกทางหนึ่งด้วย

2. รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ
การสั่งซื้ออาหารผ่านระบบออนไลน์ แล้วให้พนักงานมาส่ง เป็นเทคนิคที่ดีที่ผู้คนให้ความนิยม เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อย่างสะดวกสบายในช่วงเวลานี้ ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคโควิด-19 ด้วย การใส่ใจให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก ผลไม้ ฯลฯ ย่อมดีกว่าการรับประทานอาหารซ้ำเดิมที่จำเจ หรือหากรับประทานแต่อาหารหมักดองที่หลายคนตุนไว้เป็นประจำต่อเนื่อง ก็จะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้

3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคร้ายหลายชนิด เช่น มะเร็ง ตับแข็ง ทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานได้น้อยลง และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเหตุวิวาทหรืออุบัติเหตุได้ ดังนั้น จึงควรถือโอกาสช่วงที่โควิด-19 ระบาดนี้ งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วยจะดีที่สุด

4. นอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
ผู้คนจำนวนมากได้ใช้เวลาช่วงนี้ทำงานที่บ้าน ที่เรียกว่า WFH หรือ Work From Home ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด และยังมีเวลาในการพักผ่อนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยทางการแพทย์มีการศึกษาว่า เวลาในการเข้านอนที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ควรเริ่มตั้งแต่ช่วง 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงตีสอง เป็นช่วงที่ร่างกายได้ฟื้นฟูร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะทำงานได้ดีขึ้น ผิวพรรณก็สดใสยิ่งขึ้น ตื่นเช้าด้วยสมองที่โล่งโปร่ง พร้อมต่อการทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพในช่วงที่โควิดระบาด ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งดูแลด้านอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนที่เหมาะสม เราหวังว่าแนวทางที่กล่าวไป จะทำให้ทุกคนได้สนใจดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 ต่อไป

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้แข็งแรง

ความสำเร็จ

ทริคดี ๆ ปรับ Mindset เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

3 ทริค พัฒนาตัวเอง

Mindset หมายถึง กระบวนการคิดหรือวิธีคิดซึ่งสามารถพัฒนาและเปลี่ยนชีวิตได้ โดยในทางทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์ Carol Dweck ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า Mindset แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 Fixed Mindset หรือ แบบตายตัว ประเภทที่ 2 Growth Mindset หรือ แบบเติบโตได้

หากใครที่มี Fixed Mindset ก็จะเป็นคนที่ไม่ค่อยพัฒนาตัวเองจึงมักหนีหรือไม่กล้าเผชิญกับปัญหาเนื่องจากมีความคิดว่า คนเราไม่สามารถเก่งขึ้นได้ เก่งแค่ไหนก็เก่งแค่นั้น หรือถ้าได้ทำงานก็ทำงานในระดับเดิมและเมื่อเห็นคนที่ประสบความสำเร็จก็จะมองว่าเขาเหล่านั้นเก่ง แต่ตัวเองมีความคิดจำกัดว่า “เราคงทำไม่ได้หรอก”

ส่วนคนที่มี Growth Mindset ก็จะมีความคิดตรงข้ามกับประเภทแรกโดยสิ้นเชิงเพราะเป็นคนที่คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่างถ้ามีความพยายาม และเมื่อได้มองคนที่ประสบความสำเร็จก็จะคิดว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 3 ทริค การพัฒนาตัวเองจาก Fixed Mindset เป็น Growth Mindset ดังต่อไปนี้

3 ทริค พัฒนาตัวเอง

ทริคที่ 1 มองหาต้นแบบหรือไอดอลดี ๆ

Mindset สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ด้วยการถ่ายเทจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นการมองหาและใกล้ชิดบุคคลต้นแบบหรือที่ผู้คนนิยมเรียกกันว่า ไอดอล เปรียบเสมือนว่า ได้คบเพื่อนแล้วไปติดนิสัยของเพื่อนไปด้วย เช่น หากอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ขยันและสู้ปัญหาเราก็จะติดนิสัยขยันและแก้ปัญหาได้ด้วย ในทางตรงข้าม หากอยู่กับเพื่อนที่ท้อแท้และเบื่อหน่ายก็จะติดนิสัยเหล่านี้เช่นกัน เพราะฉะนั้น หากอยากเปลี่ยน Mindset ไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกคบคนเป็นต้นแบบจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทริคที่ 2 คบเพื่อนทางโซเชียลมีเดียที่มีความคิดดี

ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ได้คลุกคลีเพื่อนในโลกโซเชียลมีเดียนอกเหนือจากโลกความเป็นจริง ซึ่งเพื่อนในทางโซเชียลนั้นมีทั้งดีและไม่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะเลือกคบเพื่อนที่มีความคิดดีหรือไม่ดีได้ หากได้เลือกอ่านหรือดูเพื่อนที่มี Mindset ทีดี แน่นอนความคิดของพวกเขาเหล่านั้นก็จะถ่ายเทมาสู่คุณไม่มากก็น้อย

ทริคที่ 3 เชื่อว่าตัวเองเปลี่ยน Mindset ได้

การตั้ง Mindset เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น ให้เชื่อว่าสามารถทำได้ ชีวิตก็จะเป็นไปตามที่คุณคิดไว้ ในทางตรงข้าม หากไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนได้จริง หลังจากที่เชื่อว่าเปลี่ยนได้ ให้ลงมือทำตาม Mindset อาจจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันไปเพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก

คนเราสามารถเปลี่ยนแปลง Mindset ได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนก็ตาม และหากได้เกิดปัญหาที่ไม่ดีในชีวิต เพียงสำรวจตัวเองว่าเป็น Fixed Mindset หรือไม่ แล้วนำ 3 ทริคที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นไปใช้อย่างต่อเนื่อง แล้วจะพบว่าสามารถเปลี่ยนเป็น Growth Mindset และนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทริคดี ๆ ปรับ Mindset เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น