กีฬา / ข่าวกีฬา

แนวทางวิ่ง หลีกเลี่ยงแบบวิถีฟรุ้งฟริ้ง

กระแส “การวิ่ง” เพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก แล้วก็มีท่าทางว่าจะฮอตได้รับความนิยมไปอีกระยะหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “สังคมเมืองกรุง” ที่ในช่วงเวลานี้ทั้งยังธุรกิจเอกชน รวมทั้งหน่วยงานราชการต่างพาเหรดปิดถนนหนทาง เพื่อจัดมาราธอนรายการต่างๆอยู่หลายครั้ง กระทั่งทำให้กรุ๊ป “นักวิ่งฟรุ้งกินน้ำฟริ้ง” ขยายปริมาณมากขึ้นตลอด

ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยบางครั้งอาจจะสงสัยว่า “นักวิ่งฟรุ้งกินน้ำฟริ้ง” เป็นอย่างไร ..?

นายสถาวร จันทร์ผ่องแผ้วศรี” หรือ “ครูดิน” ผู้ฝึกสอนนักวิ่ง สมัยก่อนนักกีฬาวิ่งมาราธอนกลุ่มชาติไทย ได้ชี้แจงว่า“นักวิ่งฟรุ้งกินน้ำฟริ้ง” จะประสบพบเห็นได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นในสังคมเดี๋ยวนี้ จำนวนมากชอบมีความประพฤติวิ่งตาม“ความนิยม” แล้วก็ชอบใจที่จะแสดงผลลัพธ์การวิ่ง ตัวอย่างเช่น สถิติที่บันทึกได้ของตนลงบนโซเชียลแบบถี่ๆในตอนการวิ่งระยะเริ่มต้น

รวมทั้งมีความประพฤติ “วิ่งเกินสมรรถภาพ” เพียงแค่เนื่องจากอยากร่วมในงานใหญ่ๆที่หน่วยงานต่างๆจัดขึ้น ในขณะที่ร่างกายรวมทั้งขั้นตอนการวิ่งยังไม่พร้อมต่อการวิ่งระยะไกล

“นักวิ่งฟรุ้งกินน้ำฟริ้งมีมากยิ่งขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่สังคมกำลังนิยมการวิ่ง มองเห็นได้จากการจัดงานที่เกิดมากยิ่งขึ้นในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งในที่สุดนักวิ่งเหล่านี้บางทีอาจจะวิ่งถัดไปได้ไม่นาน เนื่องจากขาดจุดหมายรวมทั้งแนวทางวิ่งที่ดี” ครูดินกล่าว

แม้กระนั้น แม้ปรารถนาบริหารร่างกายด้วย “การวิ่ง” ให้ได้โดยตลอด หลบหลีกการเป็น “นักวิ่งฟรุ้งกินน้ำฟริ้ง” มีแนวทาง 5 สิ่งสำคัญ ที่ “ครูดิน” ชี้แนะเป็น

1.“อย่าใจร้อน” การวิ่งในช่วงแรกไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวิ่งให้เร็วเพื่อทำลายสถิติสำหรับโพสโชว์บนเฟซบุ๊กประจำถ้าเกิดเป็นนักวิ่งมือสมัครเล่นที่เริ่มฝึกหัด ควรจะเริ่มจากการสอนวิชาพื้นฐานก้าวเท้าที่ถูก จับจังหวะก้าวเท้าที่สมควรของการวิ่ง และก็ลักษณะของการก้าวเท้าของแต่ละระยะ เพื่อความเจริญวิ่งไปสู่ในระยะไกลขึ้น

2.“เริ่มจากน้อยไปพบมากมาย” สำหรับในการวิ่งในช่วงแรก นักวิ่งมือสมัครเล่นน่าจะเบาๆปรับปรุงจากการวิ่งระยะสั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหักโหมด้วยการลงแข่งขันในรายการที่มีการวิ่งระยะไกลในทันทีทันใด เพราะว่าบางทีอาจได้รับบาดเจ็บ แล้วก็จะต้องพักการวิ่งไปท้ายที่สุด

3.“ไม่สมควรบริหารร่างกายอย่างมากต่อเนื่องกันทุกวี่ทุกวัน” เพราะเหตุว่าถ้าสามารถวิ่งรวมทั้งทำเป็นตามที่ได้มีการกำหนดแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพักร่างกาย ก็ไม่สมควรบริหารร่างกายจำพวกอื่นที่จำต้องใช้แรงมากมายอย่างสม่ำเสมออีก ได้แก่ การกีฬายกน้ำหนัก อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งจะก่อให้ร่างกายเมื่อยล้า และไม่ได้พัก หรือรู้สึกตัวภาวะอย่างเป็นจริงเป็นจัง

4.“มีจุดพักเป็นขั้นบันได” เมื่อฝึกซ้อมวิ่งไปถึงระยะหนึ่งแล้ว ก็ควรจะประคับประคองระดับการซ้อมให้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะการวิ่งนั้นๆครู่หนึ่งหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับการวิ่ง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มระดับการวิ่งให้สูงมากขึ้นตลอดระยะเวลา

5.“ให้ความเอาใจใส่ต่อการยึดดูถูก” ควรจะทำการบริหารร่างกาย ยืดดูถูกร่างกาย “ก่อน” ที่จะวิ่ง และก็คูลดาวน์ “ข้างหลัง” การวิ่ง ตัวอย่างเช่น การปรับจากท่าวิ่งเป็นการวิ่งเหยาะๆหรือเดิน เพื่อทำให้อัตราการเต้นของหัวใจคืนสู่ภาวการณ์ธรรมดา

พร้อมแล้วหรือยังที่จะสลัดความ “ฟรุ้งกินน้ำฟริ้ง” และก็หันมาเอาจริงเอาจังกับการวิ่งบริหารร่างกาย